8 พฤติกรรมที่ขโมยความสุขไปจากคุณ !
1. เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
มนุษย์นั้นชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งจะทำให้ความชื่นชมหรือความพอใจในสิ่งที่มีอยู่นั้นถดถอยลง วิธีแก้ก็คือให้ระลึกไว้เสมอว่า เราเกิดมาเพื่อเป็นเรา และมีความสุขแบบเรา ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
2. หมกมุ่นอยู่กับรูปลักษณ์ของตัวเอง
ร่างกายของเราก็เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่มีตัวจริงของเราอยู่ข้างใน ซึ่งต้องการความรัก ความเคารพ และความเอาใจใส่จากเรา ไม่ใช่ความหมกมุ่นและตำหนิติเตียน เป็นการยากที่จะมีความสุขหากเราไม่ชอบรูปกายของเราเอง เพราะความเกลียดกับความสุขนั้นเข้ากันไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันจะทำให้เราไขว้เขวกับคุณค่าที่แท้จริงของตัวเราเอง
3. ช่างวิพากษ์วิจารณ์
คำวิจารณ์ที่เราทำให้คนอื่นเจ็บปวดนั้นคือสิ่งสะท้อนว่าเรารู้สึกยังไงกับตัวเองด้วย เราควรเปิดใจให้กว้าง มากกว่าจะตัดสินอะไรง่ายๆหรือแม้แต่ตัดสินตัวเอง ซึ่งไม่เป็นผลดีอะไรเลย เราจึงควรยอมรับหรือดูแลทุกสิ่งในแบบที่มันเป็น และมองโลกในแง่ของความเป็นจริง
4. ทำตามๆคนอื่นไป
เราไม่ควรทำอะไรไปเรื่อยๆเพราะเขาว่าควรทำ หรือเพราะคนดังทำ เลือกที่เรียนเพราะอยากเรียนกับเพื่อน นั่นจะไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราเลย ดังนั้นเราจึงควรเลือกทำสิ่งใดๆในแบบที่เราถนัดหรือชอบ หรืออะไรที่เรียกได้ว่าเป็นตัวเรา แล้วเราจะได้ซึมซาบเอาความรู้สึกของการได้ถูกเติมเต็ม ที่หาไม่ได้ในการเป็นผู้ตาม
5. ไม่ฟังเสียงในหัวของตัวเอง
เสียงเล็กๆที่ดังในใจนั้นมักเป็นมาจากสติปัญญาหรือสัญชาตญาณที่จะเป็นคำตอบสำหรับเรา หลายครั้งที่เราไม่ฟังเสียงนั้นเพราะมันไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยิน และหลายครั้งเสียงนั้นบอกให้เราทำสิ่งที่ยาก ลำบาก แต่ ให้เราเชื่อและทำสิ่งที่ลำบากในวันนี้เพื่อไม่ต้องทำสิ่งที่ลำบากกว่าในวันหน้า !
6. เสพสื่อมากเกิน
สื่อต่างๆนั้นมีอิทธิพลต่อผู้ชมผู้ฟังมาก การหลีกเลี่ยงมันบ้างจะเป็นผลดีต่อสัณชาตญาณตามธรรมชาติและความเชื่อของเรา เพื่อเราจะไม่ถูกเปลี่ยนความคิดด้วยค่านิยมที่บิดเบือน หรือสื่อแนวลบซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสมองและความคิด และหันมาดูแลความคิดด้านบวก และธรรมชาติอันแท้จริงของชีวิตเราให้ดีๆ
7. ซื้อของไร้สาระที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ
ปัจจุบันนี้มีมีผลิตภัณฑ์มากมายที่บอกว่าจะช่วยให้เราสวยหล่อและมีความสุข และบำบัดเราได้ทุกอย่าง แต่จริงๆแล้ว ยิ่งเราเอาใจไปใส่กับวัตถุมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งขโมยความสนใจของเราไปจากคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต การอยู่อย่างพอเพียงนั้น จะทำให้เราเป็นอิสระต่อสิ่งเหล่านี้ ดีต่อทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด
8. ทำตัวกลัวความสุข
ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน เป็นเรื่องตลกที่เมื่อเวลามีเรื่องดีๆเข้ามา คนหลายคนมักบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ให้ระวังจะมีเรื่องร้ายตามมา (เพราะลึกๆกลัวว่าจะมีเรื่องร้ายตามมาอย่างที่เคยมี!) ดังนั้นใครที่เป็นเช่นนี้ ให้หยุดทำร้ายตัวเองด้วยความคิดแง่ลบ และ มีความสุขในทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่งั้นได้มีแต่เรื่องร้ายๆอย่างที่คิดนั่นแหละ เพราะไม่เคยได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาดีๆเลย
infographic by Riya www.eduzones.com
info : HANNAH SENTENAC, www.mindbodygreen.com JULY 8, 2014
photo : photo : www.healthcentral.com, mtgoxstealsmoney.com
เรื่องดีๆ คูลๆ ความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ > Inspiration เรื่องดีๆที่ต้องบอกต่อจิตวิทยา และ แบบทดสอบ > Get to know yourself จิตวิทยาในชีวิตประจำวันเรื่องน่ารู้ในชีวิตประจำวัน เทคนิค และ how to ต่างๆ > LifeStyle น่ารู้ในชีวิตประจำวัน
มนุษย์นั้นชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งจะทำให้ความชื่นชมหรือความพอใจในสิ่งที่มีอยู่นั้นถดถอยลง วิธีแก้ก็คือให้ระลึกไว้เสมอว่า เราเกิดมาเพื่อเป็นเรา และมีความสุขแบบเรา ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
2. หมกมุ่นอยู่กับรูปลักษณ์ของตัวเอง
ร่างกายของเราก็เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่มีตัวจริงของเราอยู่ข้างใน ซึ่งต้องการความรัก ความเคารพ และความเอาใจใส่จากเรา ไม่ใช่ความหมกมุ่นและตำหนิติเตียน เป็นการยากที่จะมีความสุขหากเราไม่ชอบรูปกายของเราเอง เพราะความเกลียดกับความสุขนั้นเข้ากันไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันจะทำให้เราไขว้เขวกับคุณค่าที่แท้จริงของตัวเราเอง
3. ช่างวิพากษ์วิจารณ์
คำวิจารณ์ที่เราทำให้คนอื่นเจ็บปวดนั้นคือสิ่งสะท้อนว่าเรารู้สึกยังไงกับตัวเองด้วย เราควรเปิดใจให้กว้าง มากกว่าจะตัดสินอะไรง่ายๆหรือแม้แต่ตัดสินตัวเอง ซึ่งไม่เป็นผลดีอะไรเลย เราจึงควรยอมรับหรือดูแลทุกสิ่งในแบบที่มันเป็น และมองโลกในแง่ของความเป็นจริง
4. ทำตามๆคนอื่นไป
เราไม่ควรทำอะไรไปเรื่อยๆเพราะเขาว่าควรทำ หรือเพราะคนดังทำ เลือกที่เรียนเพราะอยากเรียนกับเพื่อน นั่นจะไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราเลย ดังนั้นเราจึงควรเลือกทำสิ่งใดๆในแบบที่เราถนัดหรือชอบ หรืออะไรที่เรียกได้ว่าเป็นตัวเรา แล้วเราจะได้ซึมซาบเอาความรู้สึกของการได้ถูกเติมเต็ม ที่หาไม่ได้ในการเป็นผู้ตาม
5. ไม่ฟังเสียงในหัวของตัวเอง
เสียงเล็กๆที่ดังในใจนั้นมักเป็นมาจากสติปัญญาหรือสัญชาตญาณที่จะเป็นคำตอบสำหรับเรา หลายครั้งที่เราไม่ฟังเสียงนั้นเพราะมันไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยิน และหลายครั้งเสียงนั้นบอกให้เราทำสิ่งที่ยาก ลำบาก แต่ ให้เราเชื่อและทำสิ่งที่ลำบากในวันนี้เพื่อไม่ต้องทำสิ่งที่ลำบากกว่าในวันหน้า !
6. เสพสื่อมากเกิน
สื่อต่างๆนั้นมีอิทธิพลต่อผู้ชมผู้ฟังมาก การหลีกเลี่ยงมันบ้างจะเป็นผลดีต่อสัณชาตญาณตามธรรมชาติและความเชื่อของเรา เพื่อเราจะไม่ถูกเปลี่ยนความคิดด้วยค่านิยมที่บิดเบือน หรือสื่อแนวลบซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสมองและความคิด และหันมาดูแลความคิดด้านบวก และธรรมชาติอันแท้จริงของชีวิตเราให้ดีๆ
7. ซื้อของไร้สาระที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ
ปัจจุบันนี้มีมีผลิตภัณฑ์มากมายที่บอกว่าจะช่วยให้เราสวยหล่อและมีความสุข และบำบัดเราได้ทุกอย่าง แต่จริงๆแล้ว ยิ่งเราเอาใจไปใส่กับวัตถุมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งขโมยความสนใจของเราไปจากคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต การอยู่อย่างพอเพียงนั้น จะทำให้เราเป็นอิสระต่อสิ่งเหล่านี้ ดีต่อทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด
8. ทำตัวกลัวความสุข
ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน เป็นเรื่องตลกที่เมื่อเวลามีเรื่องดีๆเข้ามา คนหลายคนมักบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ให้ระวังจะมีเรื่องร้ายตามมา (เพราะลึกๆกลัวว่าจะมีเรื่องร้ายตามมาอย่างที่เคยมี!) ดังนั้นใครที่เป็นเช่นนี้ ให้หยุดทำร้ายตัวเองด้วยความคิดแง่ลบ และ มีความสุขในทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่งั้นได้มีแต่เรื่องร้ายๆอย่างที่คิดนั่นแหละ เพราะไม่เคยได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาดีๆเลย
infographic by Riya www.eduzones.com
info : HANNAH SENTENAC, www.mindbodygreen.com JULY 8, 2014
photo : photo : www.healthcentral.com, mtgoxstealsmoney.com
เรื่องดีๆ คูลๆ ความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ > Inspiration เรื่องดีๆที่ต้องบอกต่อจิตวิทยา และ แบบทดสอบ > Get to know yourself จิตวิทยาในชีวิตประจำวันเรื่องน่ารู้ในชีวิตประจำวัน เทคนิค และ how to ต่างๆ > LifeStyle น่ารู้ในชีวิตประจำวัน
13 อาการที่ส่อแววว่าคุณมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต
1 ข้อเป็นอย่างน้อย ค่อยๆ นับเพิ่ม
บางทีคนเราอาจไม่รู้ตัว นี่เป็น 13 อาการที่ส่อแววว่าคุณมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต (นิยามของผมคือ - เหลือเฟือและพึงพอใจในชีวิตความเป็นอยู่)
เอ้า..ใครมีอาการไหนบ้าง..ยกมือบอกเร็ว
1. คุณกล้ายกมือขอความช่วยเหลือจากคนอื่น - เพราะนั่นแสดงถึงความกล้าหาญ การยอมรับความจริง และโอกาสในการเรียนรู้
2. คุณรู้สึกว่ามาตรฐานของคุณสูงขึ้น - คุณไม่ต้องอดทน/จำยอม/หรือเป็นเหยื่อกับคนแย่ๆ กลับกัน..คุณสามารถหลีกเลี่ยงหรือโต้ตอบได้ด้วยตัวเอง คุณจะไม่ยอมเสียเวลากับใครก็ตามที่ทำให้คุณเสียพลังงานหรือเวลาไปเปล่าๆ
3. เมื่อคุณ 'รักตัวเอง' ได้อย่างเต็มขั้น - เมื่อไม่มีครั้งไหนที่คุณ 'จำต้องยอม' คุณสามารถปฏิเสธคนหรือสิ่งที่คุณไม่ชอบ ปฏิเสธอะไรก็ตามที่ไม่ตอบโจทย์คุณ หรือหนีห่างจากคนหรือสิ่งใดที่จะดึงคุณลงต่ำ
4. อยู่ๆ ก็รู้สึกชื่นชมคนในกระจก - ที่จริงคนเราควรมีความพึงพอใจในตนเอง แต่ถ้าที่ผ่านมาคุณไม่รู้สึกอย่างนั้น แล้ววันหนึ่ง..เกิดรู้สึกภูมิใจในตัวเองบางเรื่องขึ้นมา เมื่อนั้นหละ..อะฮ่า
5. คุณยอมรับว่าความล้มเหลวเป็นบางส่วนของความสำเร็จ - และที่สำคัญ คุณเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น และทำต่ออย่างไม่ล้มเลิก
6. คุณตระหนักว่าต่อไปนี้ล้มยังไงก็ไม่เจ็บ - เพราะคุณได้สร้าง "ระบบ" บางอย่างไว้ ทั้งเรื่องการเงิน เพื่อนฝูง Connection สุขภาพ ครอบครัว - อาการนี้มาเมื่อไหร่..คุณเข้าใกล้ความสำเร็จแล้ว
7. รู้สึกว่าตัวเองบ่นน้อยลง - คนที่ประสบความสำเร็จจะรู้ได้ว่า "ไม่มีอะไรให้บ่น" เพราะ 'ผล' เกิดจาก 'เหตุปัจจัย' ซึ่งควบคุมหรือหลีกเลี่ยงได้ เมื่อใดที่คุณควบคุมหรือหลีกเลี่ยงเป็น..คุณก็หนีห่างจากความล้มเหลว
8. คุณรู้สึกยินดีกับคนอื่นที่ได้ดี - มันเป็น mindset ของคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเขาก็มีดีในตัว ไม่ต้องอิจฉาใคร จริงนะ..เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกอย่างนี้ได้..คุณมีแววแล้วจริงๆ
9. คุณมีแรงบันดาลใจบางอย่างที่ขับเคลื่อนการกระทำของคุณ - ชัดไหม
10. อะไรก็ตามที่คุณได้รับมาไม่ใช่เพราะฟลุค - แปลว่าคุณได้มันมาอย่างมีแบบแผน มีการวางแผน รู้ว่าทำอะไร/อย่างไรแล้วจะได้อะไร ยกตัวอย่างเช่น คุณรวยเพราะคุณสร้างมันมา ไม่ใช่เพราะถูกหวย
11. คุณเข้าใจคนอื่น - คนที่ไม่พยายามเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ผมเรียกว่า "ตายจากข้างในตน" เพราะคนพวกนี้จะคาดหวังให้โลกทั้งใบหมุนรอบตัวเขา ทั้งทุกข์ และก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิต
12. บางครั้งคุณก็เลิกแคร์ความคิดคนอื่น - เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่ละคนมีความชอบและความคิดเห็นไม่เหมือนกัน แต่ที่สำคัญ..คุณไม่แคร์..เพราะมั่นใจว่าทำในสิ่งที่ถูก สังคมหมู่มากและเวลา..จะเป็นเครื่องตัดสินเอง
13. คุณเลิกเปลี่ยนคนอื่นและใช้วิธีเปลี่ยนตัวเองแทน - คนที่ประสบความสำเร็จจะรู้ว่าทุกอย่างเขาเลือกได้และควบคุมได้ (อย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงได้) และเขาจะไม่มัวรอให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงหรือรอโชคชะตาใดๆ ทั้งสิ้น
แถมข้อ 14. คุณมีความสุข - ถ้าทุกวันนี้คุณมีความสุข ผมมั่นใจว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว เพราะผมเชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่สะท้อนความพึงพอใจ ความรู้สึก ความมี การได้รับ ฯลฯ ที่เป็นสิ่งที่ทุกคนค้นหา..ใช่ไหมครับ
อย่างที่บอก ถ้าคุณมีอาการบางอย่างตามข้อเหล่านี้ แสดงว่าคุณมีแววที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหละ (เพียงแต่อาจจะไม่รู้ตัว) วันนี้..คุณมีข้อไหนแล้วบ้างครับ
เครดิต อ.ธนกร สอนการตลาดออนไลน์
นิสัย 12 อย่าง ของคนไม่ได้เรื่อง
1. ไม่มีความรับผิดชอบ ... มาสายประจำ นัดกันมาดีแล้ว พอถึงเวลากลับเบี้ยวไปซะงั้น
2. วิเคราะห์จนล้น .... คิดวนเวียนซ้ำซากอยู่ในสมอง โดยเฉพาะเรื่องเก่า ๆ ... แต่ไม่คิดให้ไว แล้วทำเรื่องใหม่ ๆ ให้บังเกิด
3. ไม่เรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำ ... เอาเรื่องไม่สำคัญ/ไม่ด่วน มาทำก่อน สุดท้ายงานสำคัญก็ทำไม่เสร็จทันเวลา
4. มองแต่ด้านลบ ... คิดแต่ข้อเสียของทุกสิ่ง แม้มันจะมีข้อดีมีประโยชน์รวมอยู่ด้วยก็ตาม .
5. ดื้อด้าน ไม่ฟังคำแนะนำ ... แทนที่รับฟังคำแนะนำ/คำเตือนที่จริงใจจากคนรอบข้าง หรือผู้ที่รู้จริง กลับมโนเอง ทำเอง (ก็เลยพลาดเอง ... ไอ้ที่ไม่พลาดดันคิดว่าเก่ง แต่ความจริงฟลุค)
6. ใช้เวลาแบบทิ้งขว้าง ... ปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างเปล่าประโยชน์โดยเฉพาะกับการดูทีวีและการนอน เรื่องที่เป็นประโยชน์ก็เลยไม่มีโอกาสได้ทำ
7. ไม่ตั้งเป้าหมาย ... ไม่มีความชัดเจนสักอย่างในสิ่งที่กระทำ ลองทำมันไปซะทุกอย่าง นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เลยย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะในเรื่องความรัก การงาน และ การเงิน (สิ่งที่มีค่าหลาย ๆ อย่าง มันได้มายาก ต้องใช้เวลา จึงต้องตั้งเป้าให้ชัดเจนซะก่อน)
8. วุ่นวายไร้ระเบียบ ... ไม่รู้จักการวางลำดับขั้นตอน ไม่จัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเข้าใจง่าย ทั้งเรื่องชีวิต การงาน และการเงิน สุดท้ายก็มั่วไปหมด จับต้นชนปลายไม่ถูก
9. กลัวไปซะทุกอย่าง ... ไม่กล้าทำเรื่องสำคัญ ๆ เพราะคิดแต่กรณีที่มันจะเสียหาย สูญเสีย ขาดทุน แต่ลืมไปว่า ถ้าทำให้ดี ๆ มันก็สำเร็จ มีกำไร ได้เหมือนกัน
10. พอเริ่มยากก็ยอมแพ้ ... แทนที่จะหาวิธีแก้ปัญหาหรือใส่ความพยายามมากขึ้น เพื่อให้เดินต่อไปได้ กลับล้มเลิก แล้วก็ไปเริ่มเดินทางใหม่ ๆ (แล้วเดี๋ยวก็จะเลิกอีก ถ้ามันเริ่มจะยากอีก)
11. หวังว่าจะมีคนมาช่วยเสมอ ... แทนที่จะพยายามทำด้วยตนเองก่อน กลับคิดไปเองว่าจะต้องมีคนมาช่วยอุ้มเสมอไปทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ พอถูกปฏิเสธความช่วยเหลือ (ช่วยตัวงาน / ขอยืมเงิน) ก็ไม่พอใจเขาซะอีก
12. ทำทุกอย่างตอนนาทีสุดท้าย ... แทนที่จะค่อย ๆ ทำไปแต่เนิ่น ๆ เมื่อเจอปัญหาจะได้มีเวลาแก้ไข กลับไปเริ่มทำเอาตอนสุดท้ายใกล้หมดเวลา พอเจอปัญหาก็ตาเหลือก บางครั้งก็ทันแบบเกือบเอาตัวไม่รอด แต่หลายครั้งก็ไม่ทัน = ไม่รอด
[ซึ่งจะเห็นว่า หลายข้อสัมพันธ์กัน คือถ้าเป็นข้อนั้นแล้วก็จะเป็นข้อนี้ตามไปด้วย มากันเป็นชุด ... แต่
รวมๆ แล้ว ต้นตอของปัญหา อยู่ที่ทัศนคติการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และการไม่มองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง]
• แปลและเสริมคำอธิบาย จากบทความ “12 Habits Of Highly Ineffective People” โดย Amy Morin จาก lifehack.org http://goo.gl/ZwxglU
15 สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรสอนลูกของตัวเอง
2. ฝึกเก็บเงินตั้งแต่เด็ก ๆ จะได้รู้จักคุณค่าของเงิน และไม่ใช้เงินเกินตัว
3. สอนให้หัดทำงานบ้านทีละเล็กน้อย จะช่วยให้เขาสามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้
4. รู้จักปกป้องตัวเอง ไม่ปล่อยให้คนอื่นมารังแก ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำตัวเป็นอันธพาลคอยรังแกคนอื่นเช่นกัน
5. ความรู้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครมาพรากจากเราไปได้
6. เรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้หญิง เพื่อจะได้เป็นสามีที่ดี และมีชีวิตคู่ที่มีความสุข
7. จงภูมิใจและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง
8. เข้มแข็งในเวลาที่ควรเข้มแข็ง และอ่อนโยนในบางเวลา
9. อย่าดูถูกผู้หญิง เพราะพวกเธอก็สามารถเรียนรู้และทำงานได้ดีไม่แพ้ผู้ชาย
10. หากอยากให้แฟนประทับใจ ดอกไม้เป็นของขวัญที่ได้ผลเสมอ ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกที่ไม่ชอบดอกไม้
11. บุหรี่กับเหล้าเลิกยากก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
12. การเป็นผู้นำอาจต้องเจอกับความกดดันบ้างเป็นบางครั้ง แต่ถ้าหากเรามีความมั่นใจในสิ่งที่ทำ ทุกอย่างก็จะไปได้ดีแน่นอน
13. ไม่มีที่ไหนน่าอยู่เหมือนบ้านเกิดของเรา
14. เลือกภรรยาให้ดี ๆ เพราะเธอเป็นคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเรา
15. ถึงวันหนึ่งมีครอบครัวแล้วก็อย่าลืมโทรหาแม่บ้าง เพราะไม่ว่าอย่างไร แม่ก็จะคิดถึงลูกทุกวัน
ขอบคุณข้อมูล : เรื่องไม่ลับ กับ "เด็กท้องผูก",http://www.momypedia.com/
25 สิ่งที่บอกว่าคุณกำลังประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว (เพียงแต่คุณไม่รู้ตัว)
การประสบความสำเร็จในชีวิตคืออะไร? สำหรับหลายๆ คนคือการเป็นเจ้าของกิจการ บางคนได้เป็นผู้บริหารให้บริษัทขนาดใหญ่ บางคนคือการได้โล่ห์รางวัลจากเวทีประกวดระดับโลก ฯลฯ ผมเชื่อว่าแต่ละคนล้วนมี “เส้นชัย” ที่วางเอาไว้ให้ตัวเองซึ่งก็แตกต่างกันออกไป แต่เป้าหมายหลายๆ อย่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะไปถึงกันได้ง่ายๆ และไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำได้
แล้วถ้าเราไปไม่ถึงฝัน ไม่ถึงสิ่งที่เราหวังไว้ แปลว่าเราล้มเหลวหรือเปล่า? บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว การบอกว่า “ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต” อาจจะไม่ใช่การไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นการที่เราได้ใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่าง “สำเร็จ” อยู่เหมือนกัน
วันก่อนผมได้อ่านบล็อกของ MindBodyGreen ซึ่งว่าด้วยเรื่องสิ่งเล็กๆ (หรือเปล่า?) ในชีวิตที่เราอาจจะมองข้ามมันไปแต่จริงๆ แล้วมันคือตัวบอกว่าตอนนี้เรามีชีวิตที่ “สำเร็จ” อยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ลิสต์มาเป็น 25 สิ่งซึ่งผมรู้สึกชอบมาก เลยขอหยิบเอามาขยายและเล่าต่อแบ่งปันกันนะครับ
1. คุณกับคู่รักของคุณทะเลาะกันน้อยกว่าที่เป็น
1. คุณกับคู่รักของคุณทะเลาะกันน้อยกว่าที่เป็น
การมีความสัมพันธ์กับคนรักนั้น มักตามมาด้วยความขัดแย้ง การทะเลาะ การผิดใจกัน และเราก็ต้องยอมรับว่าหลายๆ คร้ังมันบั่นทอนชีวิตของเราอยู่พอสมควร ลองไปดูบรรดาคนที่ทะเลาะกับแฟนหรือกำลังดราม่ากับคนรักสิครับ เรารู้สึกเลยว่าชีวิตมันย่ำแย่เอามาทีเดียวทั้งที่จริงๆ การมีความรักน่าจะเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ ผมกับภรรยาเองก็เคยมีช่วงเวลาดังกล่าวที่รู้สึกเหนื่อยกับปัญหาระหว่างกัน มันทำให้อะไรรอบข้างก็ดูแย่ไปเสียหมด แต่พอเราเริ่มปรับกันให้ลงตัว ทะเลาะกันน้อยลง และพยายามมีความสุขกับชีวิตที่เรามี ผมยอมรับเลยว่ามันเป็นชีวิตคู่ที่มีความสุขมากๆ (แม้ว่าหลายๆ อย่างอาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมหรือน้อยกว่าหลายๆ คู่ก็ตาม) เช่นกันครับ การที่คุณสามารถประครองความสัมพันธ์ของคุณให้ไม่ต้องทะเลาะกัน มีความสุขด้วยกัน มันก็ดีแค่ไหนแล้วล่ะครับ
2. คุณไม่ต้องมีเงินมากมาย แต่คุณก็สามารถมีชีวิตที่ “ร่ำรวย” ได้
คำว่า “รวย” สำหรับหลายๆ คนคือการมีเงินมากมาย มีบัญชีหลายสิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน แต่การบอกว่าใช้ชีวิตแบบ “ร่ำรวย” อาจจะไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้นก็ได้ ลองคิดกลับว่าถ้าคุณไม่ได้รวยมาก การที่คุณสามารถกินอาหารดีๆ ในร้านอาหารกลางๆ แทนที่จะต้องกินอาหารข้างทาง คุณสามารถหาเสื้อผ้าดีๆ ใส่ได้แม้ว่าจะไม่ใช่แบรนด์เนมดังแต่ก็ดีกว่าใส่เสื้อผ้าขาดๆ เปื่อยๆ มันก็ดีแค่ไหนแล้ว การตีความของคำว่า “ชีวิตร่ำรวย” ไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเงินเท่าไร แต่มันอยู่ที่คุณใช้เงินอย่างไร และคุณรู้สึกกับมันแค่ไหน แม้คุณจะไม่ได้มีเงินพันๆ ล้าน แต่คุณก็สามารถใช้ชีวิตแบบ “ร่ำรวย” ในแบบของคุณได้แหละน่า
3. คุณไม่กลัวกับการที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
สำหรับหลายๆ คน การเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องที่หนักปากเอามากๆ ส่วนหนึ่งเพราะบางคนมีความคิดว่าตัวเองดีเลิศ สมบูรณ์แล้ว การขอความช่วยเหลือเป็นเหมือนกับการบอกว่าตัวเองพ่ายแพ้ แย่ ฯลฯ ทั้งที่จริงๆ แล้วมนุษย์เราก็ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปหมดทุกอย่าง การที่คุณยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาและแก้ไขเองไม่ได้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่ทำให้คุณได้เผชิญหน้ากับความจริงของตัวเองแทนที่จะทนฝืนและหลับหูหลับตาหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ ฉะนั้นอย่ากลัวที่ตัวเองจะมีปัญหา (เพราะมันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว) และถ้าคุณแก้ไม่ได้ คุณก็ควรกล้าจะยกมือบอกคนอื่นๆ
4. คุณมีที่อยู่ที่เป็น “บ้าน”
หลายคนมีบ้าน แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็น “บ้าน” อย่างที่มันควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะตัวบ้านกับความรู้สึกของความเป็นบ้านเป็นคนละเรื่องกัน ฉะนั้นแล้ว ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่าบ้านที่คุณอยู่มันเป็น “บ้าน” จริงๆ แล้วก็ล่ะก็ ควรดีใจไว้เถอะครับเพราะคนจำนวนไม่น้อยไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย
5. คุณยกมาตรฐานของคุณให้สูงขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่ได้ก้าวไปไหน คือการย่ำอยู่บนความสำเร็จหรือกรอบเดิมๆ ที่ตัวเองวางไว้ ประมาณว่าตัวเองทำได้เท่านี้ดีแล้ว ก็จะทำแบบนั้นต่อไปโดยวางไว้ว่านั่นคือมาตรฐานการทำงานของตัวเอง แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีการประเมินและยกมาตรฐานของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะการยกมาตรฐานตัวเองนั้นจะทำให้พวกเขาได้มีโอกาสในการพัฒนาความสามารถอยู่เสมอนั่นเอง
6. คุณปล่อยมือจากสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี
วิธีการเดียวที่จะทำให้ความทุกข์หลุดออกจากตัวคุณได้ก็คือการปล่อยมันไป เพราะเอาจริงๆ ที่คุณยังทุกข์อยู่นั้นก็เพราะคุณยังยึดติดกับมัน ยังไม่ปล่อยมันออกจากความคิดของตัวเอง มันเหมือนกับเรื่องเล่าที่ผมชอบมาก ถ้าคุณกำดินสอแล้วยกขึ้น คว่ำมือลง จะมีวิธีไหนบ้างที่คุณจะให้ดินสอออกจากมือ? มันก็คือแค่การที่คุณแบมือออกนั่นแหละ ดินสอก็จะตกไปจากมือคุณแล้ว ความทุกข์และเรื่องราวไม่ดีต่างๆ มันก็เหมือนดินสอในมือคุณแหละครับ ที่มันยังอยู่ในมือคุณก็เพราะคุณกำมันไว้ ไม่ยอมปล่อยเสียที การที่คุณกล้าจะปล่อยมือจากมันก็จะทำให้ชีวิตคุณหลุดจากบ่วงความทุกข์เดิมๆ ไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่แสนดีเลยใช่ไหมล่ะครับ
7. คุณมีช่วงเวลาดีๆ ให้คุณได้ชื่นชมเวลามองตัวเองในกระจก
อะไรจะดีไปกว่าการที่คุณสามารถมองตัวแล้วชื่นชมกับตัวคุณเอง (แต่ไม่ใช่หลงตัวเองนะ) เพราะมันคือการที่คุณมองเห็นคุณค่าในตัวคุณเอง รู้สึกได้ว่าชีวิตของคุณมีความงดงามในแบบที่คุณตัวเองรู้สึกได้โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมาตัดสิน การเริ่มยิ้มให้กับตัวเอง ภูมิใจกับตัวเอง เป็นความสำเร็จที่คุณสร้างได้ด้วยตัวเองที่สำคัญมากๆ ถ้าคุณทำได้วันนี้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ เลยล่ะครับ (แต่ก็ยังย้ำนะฮะว่ามันต่างจากการหลงตัวเองนะครับ)
8. คุณลดการตั้งอคติและมองหาการคิดแง่บวก
การตั้งอคติเป็นธรรมชาติของคนจำนวนมาก (ผมเองก็ยังเป็นๆ เลยในบางครั้ง) เช่นเดียวกับการชอบวิจารณ์ต่างๆ นานาโดยไม่รู้ตัว หลายๆ ทีมันนำไปสู่การตั้งทัศนคติแง่ลบให้กับทุกๆ อย่างรอบตัวคุณซึ่งมันจะแย่มากหากเกิดเป็นนิสัยประจำตัว แน่นอนว่าถ้าคุณรู้ตัวและพยายามเลิกนิสัยนั้นพร้อมกับเปิดใจมองทุกอย่างไปในแง่บวกมากขึ้น มันก็เป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะมันจะทำให้ชีวิตของคุณเป็นแง่บวกมากกว่าเดิมเยอะเลยครับ
9. คุณเรียนรู้และยอมรับได้ว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวเอง
เราพูดกันเสมอๆ ว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคต คนที่เก่งคือคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาด แต่ในความเป็นจริงน้อยคนจะยอมรับและเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ เพราะคนส่วนมากจะเลือกจมอยู่กับความผิด บ้างก็ไม่ยอมรับความผิดพลาดนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าคุณเปิดใจยอมรับมัน คุณก็จะประสบความสำเร็จในการมีวัตถุดิบและบทเรียนชีวิตชั้นดีอยู่ในมือเลยล่ะครับ
10. คุณมีคนที่คอยสนับสนุนคุณในทุกๆ เรื่อง
การมีกัลยาณมิตรเป็นทรัพย์ประเสริฐที่มีเงินมากมายก็ยังหาซื้อกันไม่ได้ ยิ่งการมีคนที่คุณสามารถพึ่งพาเขาได้ในยามยาก มีคนที่คุณรู้ว่าเขาจะสามาถช่วยคุณได้ในทุกๆ เรื่อง พร้อมจะทำทุกๆ อย่างเพื่อคุณ (แต่อาจจะไม่ต้องเป็นคนๆ เดียวก็ได้นะ) มันก็ถือว่าเป็นอะไรที่สุดจะประเสริฐในชีวิตแล้วล่ะครับ
11. คุณได้ยิน “ฉันรักคุณ” อยู่บ่อยๆ จากเพื่อนและคนรัก
หลายคนอาจจะบอกว่าการพูดบ่อยๆ มันเป็นเรื่องเฝือ หรือพูดจนไร้ความหมาย แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าคนที่เขาแคร์คุณและจริงจังกับคุณ แม้ว่าเขาจะพูดบ่อยแค่ไหนมันก็มีความหมายในทุกๆ ครั้งที่พูดนั่นแหละ ฉะนั้นยิ่งถ้าคนที่คุณรัก คนที่คุณแคร์เขาพูดกับคุณบ่อยๆ นั้น มันก็เป็นเรื่องที่ดีเอามากๆ ซึ่งน้อยคนจะมีโมเมนต์แบบนั้นนะครับ
12. คุณรับได้ในสิ่งที่คุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และคุณเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คุณรับไม่ได้
จริงอยู่ว่าคนเรามีความสามารถและทางเลือกมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะจัดการได้ทุกสิ่ง การที่คุณเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของคุณและยอมรับมันได้ ก็คือความสำเร็จอย่างหนึ่งของคุณแล้ว เช่นเดียวกับการที่คุณรู้ว่าอะไรที่คุณสามารถเลือกและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ยอมแพ้กับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ หากมันสามารถทำได้ คุณสามารถแก้ไขมันได้ มันก็จะดีถ้าคุณเลือกจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงมันแทนที่จะทนอยู่กับสิ่งที่คุณยอมรับไม่ได้นั่นแหละ
13. คุณไม่เอาแต่บ่นแต่สนใจว่าอะไรคือวิธีแก้ปัญหา
ทุกๆ วันเราล้วนเจอแต่ปัญหามากมาย สิ่งแรกที่เรามักทำกันคือการบ่นระบายอารมณ์ออกมา แต่มีไม่กี่คนจะพยายามคิดหาวิธีแก้ไข หาคำตอบในสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น การที่คุณตั้งทัศนคติที่จะพยายามหาทางแก้ไขมันก็ถือเป็นความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งของชีวิตแล้ว เพราะนั่นคือทัศนคติเริ่มต้นของคนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตได้นั่นเอง
14. คุณไม่โทษพ่อแม่ แต่ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น
คนจำนวนมากมักบ่นถึงความ “ไม่สมบูรณ์” ของพ่อแม่ตัวเอง บ้างก็บอกว่าขี้บ่น บ้างก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ทันโลก หัวเก่า ฯลฯ แต่คุณต้องรู้ว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้หรอก (ย้อนกลับไปข้อ 12) ฉะนั้นคุณต้องรู้จักยอมรับกับสิ่งที่มันเป็น ผมเองก็ต้องยอมรับว่าสมัยก่อนผมก็มักหงุดหงิดกับหลายๆ เรื่องของพ่อแม่ (เมื่อผมไปเทียบกับพ่อแม่เพื่อนบางคน) แต่ถึงจุดหนึ่งผมมามองย้อนกลับไป พวกเขาก็เป็นคนที่เรามาด้วยทั้งชีวิต แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ดีเลิศสมบูรณ์ 100% แม้หลายๆ อย่างอาจจะไม่ได้ดั่งใจ แต่นั่นก็ดีเสียกว่าไม่มีพวกเขา พอคิดได้แบบนี้แล้ว คุณก็จะรู้สึกว่าครอบครัวของคุณมีดีกว่าเดิมเยอะเลยล่ะครับ
15. คุณหยุดแคร์ว่าคนอื่นจะพูดถึงคุณอย่างไร
คนทั่วไปมักพยายามเช็คตัวเองกับคนอื่นเพราะกลัวว่าตัวเองจะถูกมองไม่ดีจากคนนั้นคนนี้ (ผมเองก็ยังเป็นเลยฮะ) และนั่นทำให้ชีวิตคุณต้องไปติดกับอะไรหลายๆ อย่างโดยไม่จำเป็น แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณสามารถสลัดความคิดและการแคร์คนอื่นมากเกินไปออกได้แล้ว คุณจะรู้สึกว่าชีวิตคุณดีขึ้นเยอะมาก (และเชื่อเถอะว่าหลายๆ คนยังทำไม่ได้) ฉะนั้นถ้าคุณสามารถเลิกคิดเรื่องว่าคนอื่นจะมองคุณอย่างไรได้แล้ว ก็คงต้องขอยินดีด้วยแหละครับ (แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเลิกแคร์ไปทุกอย่างแล้วทำอะไรก็ได้นะฮะ ^^”)
16. คุณยินดีกับคนรักเก่าของคุณเมื่อเขามีชีวิตต่อได้ด้วยดี
หนึ่งในความยิ่งใหญ่ของจิตใจมนุษย์คือการให้อภัยและการยินดีกับคนอื่นที่แม้ว่าจะมีอดีตที่ไม่ได้ดีนักกับเรา คนส่วนใหญ่มักจบความสัมพันธ์ด้วยน้ำตาและความทรงจำแย่ๆ แน่นอนว่าถ้าคุณสามารถมองมันด้วยความรู้สึกให้อภัย ทำให้อดีตคนรักกลายเป็นคนที่คุณรู้สึกปรารถนาดี ยินดีกับเขา มันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ เลยทีเดียว
17. คุณยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น
เมื่อเราได้ข่าวความสำเร็จจากคนอื่น หลายๆ ครั้ง (และหลายๆ คน) มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉาหรืออคติขึ้นมา ทั้งนี้บ้างก็เพราะความรู้สึกอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง บ้างก็เพราะรู้สึกอคติกับคนที่ได้รับรางวัลนั้นๆ มันคงจะดีไม่น้อยถ้าคุณสามารถพลิกความคิดและยินดีกับพวกเขาอย่างจริงใจได้ไม่ว่าเขาจะเคยมีประสบการณ์แบบไหนกับคุณมา เพราะทุกความสำเร็จก็ต้องมีเหตุผลและการทำอะไรบางอย่างของเขา ซึ่งมันก็ย่อมมีเรื่องที่น่าชื่นชม (บ้าง) อยู่ในนั้นแหละ
18. คุณปล่อยให้ตัวเองสามารถมีความรู้สึกกับเรื่องต่างๆ และพร้อมจะแชร์กับผู้อื่น
สมัยเด็กๆ ผมมักได้ยินคนพูดบ่อยๆ ว่าคนเราต้องแข็งแกร่ง ต้องไม่รู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องต่างๆ ซึ่งพอไปๆ มาๆ มันกลายเป็นว่าหลายๆ คนกับกระด้างทางความรู้สึกประเภทมีอะไรก็ไม่ยอมรู้สึกเพราะจะมองว่าตัวเองอ่อนแอ อันที่จริงการที่คุณรู้สึกละเอียดอ่อน อ่อนไหว ฯลฯ ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอแต่อย่างใด แต่ในความจริงมันคือการบอกด้วยซ้ำว่าคุณคือคนที่มองเห็นและรู้สึกถึงความงามของชีวิตได้อย่างดี มนุษย์เรามีความน่าอัศจรรย์ในเรื่องความรู้สึกและเราก็ควรจะซาบซึ้งไปกับมัน และแน่นอนว่าการที่คุณสามารถส่งต่อความรู้สึกให้กับคนอื่นได้ มันก็ยิ่งเหมือนกับการแบ่งปันความงามที่คุณเห็นให้กับผู้อื่นนั่นแหละครับ
19. คุณหลงใหลในสิ่งที่คุณกำลังวิ่งไล่ตาม
คนจำนวนมากไม่เคยรู้ว่าตัวเองหลงใหลอะไร ในขณะที่คนบางกลุ่มรู้ว่าตัวเองชอบอะไรแต่ไม่ได้กำลังไล่ตามสิ่งเหล่านั้น การที่คุณรู้ตัวว่าตัวคุณชื่นชอบอะไร มีความสุขกับอะไร และกำลังใช้ชีวิตโดยการไล่ล่าความฝัน ความหวัง และเป้าหมายเหล่านั้นมันก็ดีมากแล้ว แม้ว่าวันนี้คุณจะยังไม่ถึงฝัน แต่รู้ไว้เถอะว่าคุณได้ประสบความสำเร็จในการหาความหมายของชีวิตคุณไปแล้ว
20. คุณสามารถรับคำตำหนิได้โดยไม่ปฏิเสธ
คนทั่วไปมักจะรับแต่คำชมและปฏิเสธการตำหนิ บ้างก็พยายามบ่ายเบี่ยงหรือหาเหตุผลแก้ตัว จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกคำตำหนิที่จะเป็นการติเพื่อก่อ แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะบอกให้คุณปฏิเสธคำวิจารณ์ เพราะมันเหมือนกับการที่คุณหลีกหนีความจริงของตัวคุณเองอยู่ การเผชิญหน้ากับสิ่งร้ายๆ และรับฟังมันได้ (โดยไม่ได้ฝืนหรือจำใจ) ก็ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยอดเยี่ยมแล้วล่ะครับ
21. คุณมีสิ่งที่คุณตั้งเป็นเป้าหมายในวันข้างหน้า
ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ตักว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร หลายๆ คนทำงานไปวันๆ เพื่อรับเงินเดือนและใช้ชีวิตสนุกตามกาลเวลา แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีภาพที่ชัดเจนว่าอนาคตเขาจะเป็นอะไร อะไรคือสิ่งที่เขาอยากจะไปให้ถึง แม้วันนี้อาจจะยังไม่ได้ไปถึงตรงนั้น แต่การที่คุณรู้ว่าคุณกำลังวิ่งไปไหน มันก็คือความสำเร็จในการสร้างส่วนหนึ่งของการไปสู่ความสำเร็จของอนาคตแล้วนะครับ
22. คุณได้ทำเป้าหมายบางอย่างให้เป็นจริงได้แล้ว
ไม่ต้องรอเป้าหมายใหญ่ๆ ในอนาคตให้เป็นจริงแล้วจะบอกว่าคุณประสบความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาในชีวิตของคุณ คุณก็มีเป้าหมายหลายๆ อย่างที่ทำสำเร็จไปแล้ว เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เรียนจบ มีงานทำ ซื้อของที่คุณอยากได้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนคือเป้าหมายในชีวิตประจำวันของคุณและคุณก็ได้พยายามจนทำให้มันเป็นจริงไปแล้ว (จะยากบ้างง่ายบ้างก็ว่ากันไป) ฉะนั้น อย่ามองว่าชีวิคุณล้มเหลวหรือยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะจริงๆ คุณทำมันสำเร็จไปแล้วแถมหลายอย่างด้วยซ้ำ
23. คุณมีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่น
คนทั่วไปมักสนใจแต่ความรู้สึกของตัวเอง แต่น้อยคนที่จะเข้าใจและรู้สึกเชื่อมกับคนอื่นๆ ว่าเขาคิดอะไร การที่คุณเข้าใจผู้อื่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้แล้วยิ่งคุณเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น มันก็ยิ่งเป็นการขัดเกลาจิตใจของคุณได้ด้วยพร้อมๆ กัน ถ้าคุณเริ่มเห็นและรู้สึกว่าคนรอบข้างของคุณรู้สึกอะไรแล้วคุณเริ่มรู้สึกเป็นห่วง แคร์ อยากช่วยเหลือ นั่นมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าจิตใจของคุณงดงามขึ้นกว่าเดิมแล้ว
24. คุณรู้สึกอินกับงานที่คุณทำ
หลายๆ คนทำงานไปวันๆ บ้างก็ทำงานเพราะต้องการเงินเดือนประเภททำให้เสร็จๆ ไป แต่คนบางคนสนุกกับงานที่ทำ รู้สึกอินกับมัน ไม่ได้อยากทำเพราะต้องการดัง ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงอะไร แต่ทำเพราะมันเป็นงานที่เขารักและอยากทำให้มันดีที่สุด ถ้าคุณคิดแบบนั้นได้ รู้สึกแบบนั้นได้ แสดงว่าคุณกำลังใช้ชีวิตช่วงเวลาเกือบครึ่งของชีวิตกับสิ่งที่คุณไม่ได้รู้สึกแย่ไปกับมัน แต่กลับรู้สึกว่ามันเติมเต็มการมีคุณค่าให้กับชีวิตของคุณเสียด้วยซ้ำ
25. คุณรักตัวตนที่แท้จริงของคุณเช่นเดียวกับการเปิดให้คนอื่นที่รักตัวคุณ
ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่คุณจะรักตัวคุณเอง อย่าลืมว่าคนเดียวที่จะอยู่กับคุณไปทั้งชีวิต ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่ใช่แฟน แต่คือตัวคุณเอง คุณอยู่กับเขาตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย และเขาคือคนที่คุณควรจะรักและให้ความสำคัญมากที่สุด กล้าที่ยอมรับและรักในสิ่งที่คุณเป็น เช่นเดียวกับการเปิดให้คนอื่นได้สัมผัสตัวตนของคุณ ถ้าคุณทำได้แบบนั้นแล้ว ผมเชื่อว่าคุณโชคดีมากแล้วล่ะครับ
ที่มาดีๆจาก http://www.nuttaputch.com/
ที่มาดีๆจาก http://www.nuttaputch.com/
10 ประโยคเปลี่ยนชีวิตของ Mark Zuckerberg
1.เอาชนะคนที่เคยดูถูกเราให้ได้... . โดยเฉพาะแฟนเก่า!
เพราะสมัยที่เรียน Mark Zuckerberg เคยถูกแฟนทิ้ง ตอนนั้น Mark ทำตัวเละเทะมากจนถูกแฟนเก่าตราหน้าว่าไม่มีวันสำเร็จ
2.อย่าปล่อยให้คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคุณดี มาทำลายจุดยืนของคุณ
Mark ไม่เคยสนใจคำครหาของใครๆที่เข้ามาดูถูกเขาหรือมองว่าเขาจะทำไม่ได้
3.ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ
การทำให้สิ่งที่รักย่อมทำได้ง่ายและดีกว่าสิ่งที่ไม่ชอบเสมอ
4.ผู้นำที่ดีต้องปลุกยักษ์ที่ซ่อนอยู่ในตัวคนรอบข้างได้
ถ้าผู้นำยังไม่กล้าที่จะปลุกพลังในตัวเองออกมา อย่าไปคิดถึงลูกน้องเลยว่าจะมีมอบพลังให้กับองค์กรได้แค่ไหน
5.แสดงให้ทุกคนได้รู้ว่าคุณคือผู้นำองค์กรตัวจริง
ผู้นำดี ลูกน้องก็อยากเดินตาม
6.ตัวคุณเก่งอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องสร้างทีมให้เก่งเหมือนคุณด้วย
การทำงานถ้าหัวหน้าเก่งอยากเดียว หัวหน้าก็คงจะทำงานคนเดียวได้ แต่การทำงานทุกอย่างต้องอาศัย ทีม ถ้าทีมเก่งงานก็จะไปต่อได้ดี และได้เร็ว
7.อย่าให้ความคิดเห็นคนรอบข้างปิดประตูความคิดสร้างสรรค์ของเคุณ
การทำงานของ Mark Zuckerberg เริ่มมาจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองและเพื่อนๆ ใครจะอะไร ใครจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาก็ไม่สนใจ
8.อย่าเสียงานเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน
ตอนที่ Mark Zuckerberg สร้าง Facebook เขาไม่ได้สร้างแค่คนเดียว เขายังคงร่วมมือสร้างกับเพื่อนๆของเขา
แต่ในการทำงานทุกอย่างก็คงไม่ได้ลงรอยกัน แต่เราต้องหาตรงกลางของกันและกันเพื่อให้งานเดินต่อไปได้
9.อย่าให้ใครมาระบายสีให้ชีวิตเรา
ชีวิตของเรา เราเลือกเองได้ อย่าให้ใครมาขีดเส้น หรือ ระบายสี เพื่อให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ
10.อยากประสบความสำเร็จ ต้องฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง
ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความฝันของเรา แต่อยู่ที่ว่าผันแล้วเราจะเดินไปตามความฝันนั้นของเราหรือไม่
10 ประโยคของคนอื่น ก็ไม่สำคัญเท่ากับการลงมือทำของตนเอง ต่อให้คนที่เก่งที่สุด คนที่รวยที่สุด มาพูดให้ฟังต่อหน้าแต่ถ้าคุณไม่เริ่มทำยังไงสิ่งที่คุณต้องการก็คงไม่เกิดขึ้นอย่างที่คุณตั้งใจไว้แน่นอน ..........
ที่มา : itopplus.com
การเปลี่ยนนิสัย ให้เป็นนิสัยที่ดี
ถ้าถามว่าใครมีนิสัยไม่ดีบ้าง ทุกๆคนก็พอจะนึกออกว่าตัวเองนิสัยไม่ดีเรื่องอะไร อาจจะได้2-3 ข้อ หรือ 10ข้อเลยได้ การเปลี่ยนนิสัยจริงๆแล้วสามารถเปลี่ยนได้ แล้วยังสร้างนิสัยใหม่ๆได้ด้วยเวลา 23-30 วัน ถ้าทำติดต่อกัน ผมขอยกตัวอย่าง
การลดความอ้วน
แรกๆ ต้องอดทนกับการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก เพราะความหิว ผัดวันประกันพรุ่ง ข้ออ้างต่างๆจะมาเต็มไปหมด เมื่อเราเริ่มหมดกำลังใจ สิ่งที่สามารถทำให้นิสัยเปลี่ยนได้ก็คือ
ความมุ่งมั่น
ใช่ครับ ความมุ่งมั่น หรือสร้างเป้าหมายนั่นแหละครับ มีเป้าหมายแล้ว ก็กำหนดวันที่จะทำให้ได้ เอากระดาษมาเขียน หรือประกาศให้คนสนิท หรือเพื่อนรู้ว่าเราจะทำให้ได้ อีกอย่างที่อย่าลืมคือ
เราต้องเตือนตัวเองเสมอๆ
ถ่ายรูปครับ ดูสภาพตัวเอง จะเตือนได้ชัดสุดๆ ว่าถ้าทำแบบเดิมจะส่งผลอย่างไร แล้วอดทนให้มันผ่านไปให้ได้ 23-30 วันขึ้นไป เพราะนิสัยเสียๆ มันจะซ่อนเพื่อ ออกมาตอนเราตบะแตกนี่แหละคับ แล้วเมื่อเราอดทนผ่านไปได้ แล้วอย่าลืม
ให้รางวัลตัวเอง
สิ่งสำคัญเลยนะครับ ถ้าเราผ่านมันไปได้23-30แล้ว ให้รางวัลตัวเอง 1 วัน ว่าจะกินอะไรก็ได้ตามใจชอบ จะทำให้เรามีกำลังใจนะครับ จะเป็นอย่างอื่นก็ได้นะครับ
ทำไมต้อง 23-30วัน
ต้องทำให้เกิดความเคยชินครับ เหมือนใส่นาฬิกาแหละครับ วันไหนที่ลืมใส่จะรู้สึกแปลกๆ เพราะเราใส่มันมานานไงครับ ฉะนั้นต้องอดทนนะครับ อิอิ แล้วคุณก็จะภูมิใจที่ทำได้ครับ
การลดความอ้วน
แรกๆ ต้องอดทนกับการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก เพราะความหิว ผัดวันประกันพรุ่ง ข้ออ้างต่างๆจะมาเต็มไปหมด เมื่อเราเริ่มหมดกำลังใจ สิ่งที่สามารถทำให้นิสัยเปลี่ยนได้ก็คือ
ความมุ่งมั่น
ใช่ครับ ความมุ่งมั่น หรือสร้างเป้าหมายนั่นแหละครับ มีเป้าหมายแล้ว ก็กำหนดวันที่จะทำให้ได้ เอากระดาษมาเขียน หรือประกาศให้คนสนิท หรือเพื่อนรู้ว่าเราจะทำให้ได้ อีกอย่างที่อย่าลืมคือ
เราต้องเตือนตัวเองเสมอๆ
ถ่ายรูปครับ ดูสภาพตัวเอง จะเตือนได้ชัดสุดๆ ว่าถ้าทำแบบเดิมจะส่งผลอย่างไร แล้วอดทนให้มันผ่านไปให้ได้ 23-30 วันขึ้นไป เพราะนิสัยเสียๆ มันจะซ่อนเพื่อ ออกมาตอนเราตบะแตกนี่แหละคับ แล้วเมื่อเราอดทนผ่านไปได้ แล้วอย่าลืม
ให้รางวัลตัวเอง
สิ่งสำคัญเลยนะครับ ถ้าเราผ่านมันไปได้23-30แล้ว ให้รางวัลตัวเอง 1 วัน ว่าจะกินอะไรก็ได้ตามใจชอบ จะทำให้เรามีกำลังใจนะครับ จะเป็นอย่างอื่นก็ได้นะครับ
ทำไมต้อง 23-30วัน
ต้องทำให้เกิดความเคยชินครับ เหมือนใส่นาฬิกาแหละครับ วันไหนที่ลืมใส่จะรู้สึกแปลกๆ เพราะเราใส่มันมานานไงครับ ฉะนั้นต้องอดทนนะครับ อิอิ แล้วคุณก็จะภูมิใจที่ทำได้ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)
